3. ความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุนไทย-ญี่ปุ่น
ด้านการค้า สำหรับในช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 2546 มูลค่าการค้าสองฝ่ายรวม 918,045 ล้านบาท (ประมาณ 21,349.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 358,074 ล้านบาท (ประมาณ 8,327.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการนำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 559,984 ล้านบาท (ประมาณ 13,022.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไทยขาดดุลเป็นมูลค่า 201,910 ล้านบาท (ประมาณ 4,695.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้ ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 11 ของญี่ปุ่นในปี 2546
ด้านการลงทุน จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในปี 2545 ญี่ปุ่นมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงในไทย 38,398 ล้านบาท (ประมาณ 893 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งลดลงมากถึงร้อยละ 53.9 จาก 83,368 ล้านบาท ในปี 2544 รองลงมาได้แก่สิงคโปร์และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยญี่ปุ่นลงทุนในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นมูลค่าสูงสุดถึง 15,287 ล้านบาท (ประมาณ 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 38.6
จากสถิติในปี 2545 ญี่ปุ่นยังคงลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีโครงการของญี่ปุ่นที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 215 โครงการลดลงจากปี 2544 จำนวน 42 โครงการ (ลดลงร้อยละ 16.3) รองลงมา ได้แก่ ไต้หวันและสิงคโปร์ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในในสาขาผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46 ของโครงการทั้งหมด รองลงมาได้แก่สาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็นร้อยละ 28.4
อนึ่ง ในไตรมาสที่หนึ่งและสอง (ม.ค. – มิ.ย.) ของปี 2546 ญี่ปุ่นลงทุนมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีโครงการของญี่ปุ่นที่ได้รับอนุมัติ 95 โครงการ ที่มีมูลค่า 38,669 ล้านบาท (ประมาณ 899 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปี 2545 เป็นมูลค่า 21,765 ล้านบาท (ประมาณ 506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
4. ความช่วยเหลือด้านเงินกู้และวิชาการ
นับตั้งแต่ปี 2539 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับผลสำเร็จเชิงคุณภาพ และประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการดำเนินงานในลักษณะเอกเทศเป็นรายโครงการมา ใช้กลยุทธ์ที่เน้นเอกภาพ ในการดำเนินงานความร่วมมือร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาในภาพรวม โดยคำนึงถึงความชัดเจนของวัตถุประสงค์ แผนงาน และการติดตามและประเมินผลในลักษณะ Program Approach ภายใต้ 5 สาขาความร่วมมือที่มีลำดับสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาชนบท (2) การพัฒนาสังคม (3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (4) การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (5) ความร่วมมือในระดับภูมิภาค
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาภาคทางการ (Official Development Assistance –ODA) สูงสุด โดยปีงบประมาณ 2545 ไทยได้รับ ODA จากญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 1,078.769 บาท (23.451 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือร้อยละ 32.6 ของมูลค่าความช่วยเหลือด้านเงินกู้และวิชาการจากต่างประเทศทั้งหมด (เยอรมนีเป็นอันดับ 2 มูลค่า 8.730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 12.1) หน่วยงานไทยที่ได้รับ ODA จากญี่ปุ่นสูงสุดในปีงบประมาณ 2545 คือ กระทรวงสาธารณสุข เป็นมูลค่า 6.322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 26.9 ของมูลค่า ODA ที่ญี่ปุ่นให้กับไทยทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ญี่ปุ่นต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เริ่มมีแรงกดดันจาก ภายในประเทศที่ต้องการให้รัฐบาลญี่ปุ่น ปรับลดงบประมาณ ODA ลง โดยอ้างปัญหาความไม่โปร่งใสของการใช้ ODA ในประเทศผู้รับ และผลประโยชน์ตอบแทน ที่ญี่ปุ่นจะได้รับจาก ODA ที่ให้กับประเทศต่าง ๆ โดยในปีงบประมาณญี่ปุ่น 2545 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศลดงบประมาณ ODA ลงร้อยละ 10 โดยในส่วนของประเทศไทยลดลงร้อยละ 8.9
5. ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว
ปี 2545 ไทยรับนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นจำนวนทั้งสิ้น 1,222,270 คน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 4.6 นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งการตลาดในไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 จากจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั้งหมด (รองจากมาเลเซีย) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.32 ซึ่งส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางซ้ำร้อยละ 51.8 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมาไทยเป็นผู้อยู่ในช่วงอายุ 25-34 ปี และ 45-54 ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพแรงงานและกลุ่มนักธุรกิจ ส่วนกลุ่มผู้มีอายุสูงกว่า 55 ปี มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มเยาวชนลดน้อยลง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายและประมาณการณ์สำหรับปี 2547 ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยทั้งสิ้น 1,300,000 คน ส่วนสถานการณ์นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปญี่ปุ่นในปี 2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 99,395 คน มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 12.87 คนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นอันดับที่ 6 รองจากมาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ตามลำดับ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.42 ของนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในปี 2545
6. กรอบความร่วมมือทวิภาคีสำคัญ
6.1 การประชุมประจำปีทวิภาคีด้านการเมืองและความมั่นคง ครั้งที่ 4 ที่ กรุงโตเกียว
เมื่อ 25 มี.ค. 2545 โดยมีนายนรชิต สิงหเสนี อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กต. และพล.ท. วิทวัส รชตะนันท์ รองผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผนกลาโหม กห. เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศและทบวงป้องกันตนเองของญี่ปุ่น และได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคง ในภูมิภาคและการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ
6.2 การประชุมหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 9 ที่กรุงโตเกียว เมื่อ 12 ก.ค. 2545
โดยมีนายโชทาโร โอชิมา รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น หัวหน้าคณะผู้แทนญี่ปุ่นเป็นประธานร่วมกับ นายเตช บุนนาค ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ทั้งนี้ การประชุมในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในการส่งเสริมหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (Closer/Comprehensive Economic Partnership : CEP) ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น โดยให้ทั้งสองฝ่ายจัดตั้งคณะทำงานขึ้นหารือเพื่อจัดทำความตกลง CEP โดยเร็ว ที่ประชุมจึงได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership : JTEP) ซึ่งรวมถึงการจัดทำเขตการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) ระหว่างทั้งสองประเทศด้วย
7. การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement - JTEPA)
ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะทำงาน Japan-Thailand Economic Partnership (JTEP) ไทย-ญี่ปุ่น 5 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 19-20 ก.ย. 2545 ครั้งที่ 2 ที่กรุงโตเกียว เมื่อ 21-22 พ.ย. 2545 ครั้งที่ 3 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 27-29 ม.ค. 2546 ครั้งที่ 4 ที่กรุงโตเกียว เมื่อ 17-19 มี.ค. 2546 และครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 19-21 พ.ค. 2546 โดยมีนายพิศาล มาณวพัฒน์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยและเป็นประธานร่วมกับนายมะคิโอะ มิยากาวา ผอ. กองนโยบายภูมิภาค กต. ญี่ปุ่น หัวหน้าคณะผู้แทนญี่ปุ่น โดยการประชุมครั้งที่ 3 มีผู้แทนจากภาคเอกชนและภาควิชาการเข้าร่วมเป็นครั้งแรกด้วย ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสาขาความร่วมมือหุ้นส่วนเศรษฐกิจ รวม 21 สาขา และได้หารือกันอย่างลึกซึ้งในสาขาการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการเคลื่อนย้ายไป-มาของแรงงานสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนรายการสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจในสาขาต่าง ๆ อาทิ ด้านบริการ การลงทุน และการเคลื่อนย้ายไป-มาของแรงงานฯ
คณะทำงานฯ ตระหนักดีว่า JTEP จะเสนอโอกาสที่พิเศษให้ไทยและญี่ปุ่นในการเพิ่มขยายความร่วมมือ ระหว่างกันให้มากขึ้น โดยการลดกฎระเบียบในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน และจะเอื้อให้ญี่ปุ่นมีบทบาทเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ร่วมกับไทยมาก ยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทศวรรษข้างหน้า ท่ามกลางบรรยากาศของสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และการมีบทบาทเพิ่มขึ้นของประเทศที่มีศักยภาพทางอำนาจสำคัญ ๆ ในภูมิภาค
ในการประชุมครั้งที่ 5 นี้ คณะทำงานฯ เสร็จสิ้นการทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย และเห็นพ้องกับสรุปผลการประชุมคณะทำงานฯ และได้จัดทำเนื้อหาส่วนใหญ่ของร่างข้อบทอย่างไม่เป็นทางการต่าง ๆ ของ JTEP รวมทั้ง รายการสาขาความสนใจของทั้งสองฝ่ายในด้านการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายไป-มาของบุคคลทั่วไป และการลงทุน คณะทำงานฯ หวังว่า สรุปผลการหารือและเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในการเจรจาขั้นต่อไป
8. คณะเฉพาะกิจเพื่อจัดทำความตกลง JTEPA (JTEPA Task Force)
เมื่อ 6 มิ.ย. 2546 นายกรัฐมนตรีไทยและญี่ปุ่นได้เห็นพ้องกันให้จัดตั้งคณะเฉพาะกิจเพื่อเร่งรัดการจัดทำความตกลง JTEPA หรือ JTEPA Task Force โดยระหว่าง ก.ค.-พ.ย. 2546 ไทยและญี่ปุ่นได้ผลัดกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JTEPA Task Force 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ที่กรุงโตเกียว เมื่อ 22-24 ก.ค. 2546 ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 24-27 ส.ค. 2546 และครั้งที่ 3 ที่จังหวัดฟุกุโอกะ เมื่อ 4-6 พ.ย. 2546 ซึ่งมีความคืบหน้าได้ข้อสรุปแนวทางความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ทั้ง 21 สาขา
เมื่อ 11 ธ.ค. 2546 ฯพณฯ นรม. และ นรม. ญี่ปุ่นได้พบหารือและเห็นชอบให้เริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อจัดทำความตกลง JTEPA ให้มีเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และเริ่มการประชุมเจรจาครั้งแรกที่ประเทศไทยใน
ต้นปี 2547